Saturday, December 27, 2014

........หลักปฏิบัติอานาปานสติปาฐะ...........


ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้ ;
ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ;
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้ ;
ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้
ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ;
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้ ;
ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ;
(จบ จตุกกะที่สี่)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,
อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ;
ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ;

ด้วยประการฉะนี้แล.

........หลักปฏิบัติอานาปานสติปาฐะ...........


ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า ดังนี้ ;
ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจออกดังนี้ ;
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่จักหายใจเข้า ดังนี้ ;
ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ;
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้ ;
ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจออก ดังนี้
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่จักหายใจเข้า ดังนี้ ;
ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจออกดังนี้.

(จบ จตุกกะที่สาม)

........หลักปฏิบัติอานาปานสติปาฐะ...........


ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติจักหายใจเข้า ดังนี้ ;
ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจออก ดังนี้ ;
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุขจักหายใจเข้า ดังนี้ ;
ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจออก ดังนี้ ;
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า
 เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจเข้า ดังนี้ ;
ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจออก ดังนี้ ;
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่จักหายใจเข้า ดังนี้ ;
ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ;

(จบ จตุกกะที่สอง)

หลักปฏิบัติอานาปานสติ


........หลักปฏิบัติอานาปานสติปาฐะ...........
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,
อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว.
ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,
อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว.
ย่อมทำสติปัฏฐานทั้งสี่ ให้บริบูรณ์.
สติปัฏฐานทั้งสี่ อันบุคคลเจริญให้มากแล้ว.
ย่อมทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์.
โพชฌงค์ทั้งเจ็ด อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว.
ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,
ก็อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้วอย่างไรเล่า,
จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุในธรรมวินัยนี้.
ไปแล้วสู่ป่า ก็ตาม,
ไปแล้วสู่โคนต้นไม้ ก็ตาม
ไปแล้วสู่โคนต้นไม้ ก็ตาม ;
นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ;
ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น ;
ภิกษุนั้น เป็นผู้มีสติอยู่นั่นเทียว หายใจเข้า ;
มีสติอยู่ หายใจออก ;
ภิกษุนั้น เมื่อหายใจเข้ายาว
ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้ายาว ดังนี้ ;
เมื่อหายใจออกยาว
ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกยาว ดังนี้ ;
ภิกษุนั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น
ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้าสั้น ดังนี้ ;
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกสั้น ดังนี้ ;
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจเข้า ดังนี้ ;
ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก ดังนี้ ;
ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่จักหายใจเข้า ดังนี้ ;
ย่อมทำในบทศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้

(จบ จตุกกะที่หนึ่ง)