Saturday, December 27, 2014

..............ปุพพภาคนมการ..................


............(ปุพพภาคนมการ).........
      นะโม ตัสสะ ภะคะวะโตอะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ
      ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

Monday, August 11, 2014

คำถามเกี่ยวกับภพ ชาตินี้ ชาติหน้า

คำถามเกี่ยวกับภพ ชาตินี้ ชาติหน้า


ถาม : ตายแล้วไปไหน?        

ตอบ :ในส่วนของสรีระ ก็ต้องนำไปจัดการตามประเพณี เช่นนำไปบำเพ็ญกุศลที่วัด ที่บ้านก็ แล้วแต่เจ้าภาพ หรือหากตายผิดธรรมดา เช่นถูกฆาตกรรม หรือฆ่าตัวตาย ก็อาจจะต้องถูกนำไปโรงพยาบาลเพื่อชันสูตรศพกันก่อน แล้วสุดท้ายก็ต้องไปสู่ป่าช้า อันเป็นแห่งสุดท้ายแต่ในส่วนของวิญญาณไม่ได้จบสิ้นที่ป่าช้าเท่านั้น ตามหลักของพระพุทธศาสนากล่าวว่าต้องไปเกิดใหม่ จะไปเกิดที่ไหน หรือเกิดเป็นอะไร ก็ไม่อาจจะรู้ได้ ทั้งนี้หากขึ้นอยู่กับบุญกุศลและบาปกรรมที่ผู้นั้นได้สร้างไว้ หากมีบุญกุศลมากก็จะส่งผลให้เขาได้ไปเกิดในสุขคติภูมิคือภพที่มีความสุขมากเช่นเกิดเป็นเทวดาอยู่สรวงสวรรค์ หรือเกิดเป็นมนุษย์ที่มีความสุข หากมีกรรมชั่วมาก ก็ต้องไปเกิดในที่ทุคติ คือภพที่มีทุกข์มาก เช่นเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดในภพนรก ภพเปรต เป็นต้น สรุปแล้วก็คือต้องไปเกิดใหม่ และเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ตลอดไป ไม่รู้จักจบจักสิ้น ยกเว้นบุคคลประเภทเดียวเท่านั้นที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด บุคคลประเภทนั้น คือพระอรหันต์ เพราะท่านได้ตัดกิเลสทั้งปวงได้ ส่วนผู้ที่ยังมีกิเลสทั่วไป ก็เวียนว่ายตายเกิด เรื่อยไป

ถาม :ชาติหน้ามีจริงหรือไม่? ผู้ที่ไม่เชื่อจะมีผลกระทบอย่างไร?        

ตอบ :พระพุทธศาสนาสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เพราะผู้ที่ยังไม่หมดกิเลสคือยังไม่บรรลุ พระนิพพาน ก็ต้องตายแล้วเกิดๆ อยู่อย่างนี้เรื่อยไป เมื่อมีการเวียนว่ายตายเกิด ก็ย่อมมีชาติหน้า และชาติก่อนอย่างแน่นอน มีเรื่องราวต่างๆ ที่ปรากฏในพระไตรปิฏกที่แสดงถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่มากมายหลายแห่ง เช่นเรื่องอดีตชาติของพระพุทธเจ้าที่เกิดเป็นบุคคลต่างๆ หรือเกิดเป็นสัตว์ในชาติต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องชาดก ที่กล่าวถึงอดีตชาติของพระพุทธองค์ไว้มากมายหากผู้ที่ไม่เชื่อว่าชาติหน้ามี แล้วประกอบกรรมชั่ว เพราะคิดว่าไม่ต้องได้รับกรรมในชาติหน้า ก็ทำให้เขาได้รับความทุกข์ในปัจจุบันเพราะประกอบกรรมชั่ว และหากตายไป มีชาติหน้าจริง ก็ต้องได้รับกรรมอีก (เรียกว่าเจอสองต่อ) ไม่มีผลดีทั้งปัจจุบันและอนาคต หากผู้ที่เชื่อว่าชาติหน้ามีจริง ก็จะทำให้เขามีความระมัดระวัง เกรงกลัวต่อบาปกรรมไม่กล้าที่จะทำกรรมชั่ว เพราะเกรงกลัวต่อผลในชาติหน้า บุคคลประเภทนี้ย่อมได้เปรียบทั้งสองต่อ คือในชีวิตปัจจุบันเขาก็มีความสุขจากการทำความดี ไม่เดือดร้อนตนเองและผู้อื่น หากตายไปแล้วมีชาติหน้าจริง เขาก็ไม่หวั่น เพราะเตรียมตัวพร้อมมานานแล้ว ก็ได้รับผลของความดี ต่อไป

 ถาม : คนที่เพิ่งตายไป เขาจะต้องกลับมาเก็บรอยเท้า เป็นจริงหรือไม่ / ผู้ถาม : พรรณฑิตา สมญาราษฎร์ ม.5/9 ส่วนบุญโญปภัมภ์ ลำพูน

ตอบ:เป็นเพียงความเชื่อพื้นบ้านของทางเหนือ จริงๆ แล้วไม่ได้มาตามเก็บหรอก เพราะถ้าตาม เก็บจริงต้องใช้เวลานาน เพราะได้ฝากรอยเท้าเอาไว้ตลอดชีวิตไม่ใช่น้อย เนื่องจากตายแล้วก็ ต้องไปเกิดใหม่ตามบุญกรรมที่ได้สร้างมา จึงไม่มีโอกาสมาเก็บรอยมือร้อยเท้าหรอก และอีก อย่างหนึ่งไม่รู้จะเก็บไปทำไม

 ถาม :การที่เราเห็นวิญญาณของคนที่ตายแล้ว 7 วัน คนเขาบอกว่าวิญญาณนั้นยังไม่หมดห่วง จริงหรือไม่ / ผู้ถาม : อุไรวรรณ บุญยวง ม. 5/9 ส่วนบุญโญปถัมภ์

ตอบ :การเห็นนั้นอาจจะไม่จริงก็ได้ ถ้าหากว่าได้เห็นจริง ก็ยังตอบฟันธงไม่ได้หรอกว่าวิญญาณ นั้นยังไม่หมดห่วง เพราะอาจจะปรากฏตัวให้เห็นเพื่อต้องการให้ญาติพี่น้องอุทิศส่วนกุศลให้ก็ได้ อีกประการหนึ่ง อาจเป็นเพราะภาพลวงตาก็ได้ เพราะเมื่อจิตปรุงแต่งไว้อย่างไร เมื่อประสบกับสิ่งที่ใกล้เคียงก็มักจะสรุปเอาว่าเป็นสิ่งนั้น

 ถาม :อยากถามว่า สมมุติถ้าเราตายไปแล้ว ชาติหน้าเราจะเกิดเป็นมนุษย์อีกหรือไม่ / ผู้ถาม : นุชนาฎ ทวีคูณพูนทรัพย์

ตอบ :ไม่แน่เสมอไป หากขึ้นอยู่กับกรรมเป็นผู้กำหนด (กรรมคือการกระทำของเรา ทั้งด้านดี และด้านไม่ดี) จะเป็นแรงผลักให้เราเกิดเป็นอะไรต่างๆ แต่ถ้าต้องการเกิดมาเป็นมนุษย์ ท่าน บอกว่า (คำสอน) ต้องกระทำความดีทางกาย วาจา และใจ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมี ศีล 5 เป็นข้อปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ก็สามารถเกิดมาเป็นมนุษย์ได้

 ถาม :หากชาติหน้ามีจริง ถ้าเราอยากเกิดในฐานะดี มีรูปร่างบุคลิกที่ดี ในชาตินี้เราควรทำบุญ อย่างไรบ้าง / ผู้ถาม : กาญจนา แสวงลาภ ปวช. 2/3 วิทยาลัยอาชีวศึกษา เชียงใหม่

ตอบ :ชาติหน้ามีจริงแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าอยากเกิดมาในชาติหน้าให้มีรูปร่างหน้าตา ดี ควรทำบุญให้ครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1. ให้ทาน บริจาค ทำบุญ เพื่อเป็นประโยชน์แก่พระ ศาสนา หรือแก่ผู้อื่นที่สมควรให้ 2. รักษาศีลห้าให้สม่ำเสมอ และ 3. เจริญภาวนา ด้วยการมี จิตใจดีงาม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตากรุณา เป็นต้น และสนับสนุกชักชวนผู้อื่นให้ทำความดีด้วยแล้วจะได้เกิดมามีรูปสมบัติ คือลักษณะดี โภคสมบัติ มีทรัพย์สินเงินทอง มีบริวารสมบัติ คือมีมิตรสหาย และผู้สนับสนุนมาก

 ถาม : ในพระพุทธศาสนาเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด จึงอยากทราบว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะได้ เกิดใหม่เป็นคนต่างชาติหรือคนต่างศาสนา / ผู้ถาม : พิชชา ทองขลิบ ม. 5/3 จักรคำคณาทร ลำพูน

ตอบ :เป็นไปได้อยู่แล้วโดยไม่ต้องสงสัย อย่าว่าแต่เกิดมาเป็นคนต่างชาติเลย เกิดต่างภพก็ได้ เช่นเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดเป็นเทวดา เป็นต้น

 ถาม : มีคนทรงเจ้าท่านหนึ่งบอกว่า เมื่อตายแล้วเราจะไปอยู่อีกโลกหนึ่ง มีพื้นดิน ภูเขา ทุก อย่างเหมือนโลก ถ้าเราทำบุญไว้เยอะเราก็ได้อยู่บ้านดี ๆ มีทุกสิ่งพร้อมสรรพ และพอญาติเรา ทำบุญไปให้ทุกอย่างจะมาถึงเรา เช่น เงิน รถ ทีวี มีจริงหรือไม่ / ผู้ถาม : นุชจารีย์ ฉายแก้ว ม.5 ส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน

ตอบ :คำถามนี้ต้องตอบ 2 ประเด็น ประเด็นแรก ตายไปแล้วจะได้ไปอยู่โลกที่คนทรงเจ้ากล่าว นั้น ไม่เสมอไป เพราะที่เกิดมีหลายภพภูมิ มีทั้งสิ้น 31 ภูมิ ได้แก่ พรหม 20 ชั้น, เทวดา 6 ชั้น, มนุษย์ 1, อบายภูมิ 4 ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ที่ใดที่หนึ่งตามบุญกรรมของตน ประเด็นที่สอง คือการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับแล้ว จะไม่ได้รับเป็นวัตถุสิ่งของดังที่เรา ถวายหรอก สิ่งที่ได้รับเป็น "บุญ" หรือ "ผลบุญ" ที่เกิดจากการทำบุญของญาติ และ อุทิศบุญนั้นมาให้ บุญทั้งหลายนั้นก็จะประมวลผลรวม ไม่แบ่งแยกประเภทของบุญ

ถาม :จริงหรือไม่ที่คนบอกว่าคนที่บริจาคร่างกายหรืออวัยวะต่าง ๆ ให้กับมูลนิธิแล้วชาติหน้าจะ เกิดมาเป็นคนพิการ / ผู้ถาม : ฉัตรลัดดา เลิศจิตรการุณ ม.5/9 ส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน

ตอบ : ไม่จริง เพราะการบริจาคอวัยวะนั้นเป็นการทำบุญ ยิ่งบริจาคก็ยิ่งได้บุญ ส่วนการเกิด มาพิการนั้น เกิดจากสาเหตุหลายประการ ประการแรกเกิดจากความผิดปกติของบิดามารดา ผู้ให้ กำเนิด ประการที่สองเป็นความไม่สมบูรณ์อันเกิดจากผลกระทบจากสิ่งต่างๆ เช่น โรค เป็นต้น และอื่นๆ ส่วนอีกประการหนึ่ง เกิดจากอำนาจกรรมเก่าที่เคยทำมา ถ้าหากการบริจาคอวัยวะแล้ว เกิดมาพิการ เพราะตอนเป็นศพนั้น ไม่ครบองค์ประกอบ ถ้าอย่างนั้น คนตายไปแล้วถูกเผา ก็เกิดมาตัวดำกันทุกคนสินะ แต่นี่เป็นเพียงร่างกาย เป็นวัตถุอย่างหนึ่ง ไม่เป็นบุญหรือบาป บุญหรือบาปเกิดจากเจตนาและการกระทำของคนตอนมีชีวิตอยู่เท่านั้น

 ถาม :เวลาคนเราตายไป วิญญาณเราจะไปที่ไหนหรือว่าดับสูญไปเลย / ผู้ถาม : ฉัตรลัดดา เลิศจิตรการุณ ม.5/9 ส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน

ตอบ :ตายไปแล้วต้องไปเกิดใหม่ (ยกเว้นพระอรหันต์ เนื่องจากท่านหมดกิเลสแล้ว) ไม่ได้ดับ สูญหายไปไหนหรอก จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่เรื่อยไป จนกว่าจะได้บรรลุนิพพาน จึงจะหมดสิ้นการเวียนว่ายตายเกิด ท่านเปรียบว่ากองกระดูกของมนุษย์คนหนึ่งที่ตายเกิดมาหลายภพหลายชาตินั้น ถ้าเอามากองรวมกันยังมากกว่าภูเขาขนาดใหญ่ น้ำตาที่ไหลมาหลายภพหลายชาติของคนๆ หนึ่ง ยังมากกว่าแม่น้ำในมหาสมุทรเสียอีก

 ถาม :แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าชาตินี้เราทำบุญ แล้วชาติหน้าเราจะได้รับสิ่งที่เราได้ทำไป มี หลักฐานอะไรยีนยัน / ผู้ถาม : สุพรรษา ปัญโญใหญ่ ม.5/9 ส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน

ตอบ :หลักฐานที่จะแสดงยืนยันตรงนี้ได้ เพื่อที่จะให้ทราบว่าเราได้รับผลบุญที่เราทำไว้จริงในชาติหน้า จะประจักษ์ได้ก็ต่อเมื่อเราได้เกิดชาติหน้า สิ่งที่เราได้รับในชาติหน้านั้นเป็นผลจากสิ่งที่เราได้ทำผ่านมา หรือจะพิจารณาในปัจจุบันชาติก็ได้ว่า ทำไมคนที่เกิดมามีรูปร่างลักษณะผิวพรรณ ลักษณะนิสัย และอื่นๆ ต่างกัน ส่วนหนึ่งก็เกิดจากผลกรรมจากอดีตชาติ แต่การที่ทราบผลกรรมข้ามภพข้ามชาติสำหรับปุถุชนนั้นเป็นสิ่งที่ยาก เพราะเมื่อเกิดใหม่ ก็ไม่อาจจำความเดิมในอดีตชาติได้ว่าได้เคยทำอะไรไว้ แต่สำหรับผู้ได้ญาณที่ระลึกชาติได้ (บุพเพนิวาสานุสติญาณ)เช่นพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ ท่านทราบเหตุการณ์ในอดีตชาติดี

 ถาม :ทำไมเวลาถ้าผู้ชายตายไปแล้ว เวลาที่เผาให้คว่ำหน้าศพลง ถ้าไม่คว่ำชาติหน้าจะเกิดเป็นกระเทยนั้นจริงหรือไม่ / ผู้ถาม : กลุ่มมิติลี้ลับ ม.6/10 ส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน

ตอบ :เพิ่งเคยได้ยินนะเนี่ย ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย แล้วก็ไม่มีทางเป็นไปได้ คนตายแล้ว จะทำอย่างไรก็ได้ เพราะตอนนั้นเป็นเหมือนขอนไม้ จะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับคนที่ตายแล้ว เพราะเขาก็ไปเกิดแล้ว ทิ้งร่างไว้โดยไม่ความเกี่ยวข้องใดๆ จะให้นอนคว่ำนอนหงายก็ไม่มีผลต่อชาติหน้า

 ถาม :คนที่ตายไปแล้วจะได้รับสิ่งของที่เราถวายไปให้หรือไม่ / ผู้ถาม : พัชรินทร์ แก้วบุญเรือง ม.3/2 ส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน

ตอบ :ไม่ใช่...สิ่งของที่ถวายไม่อาจจะถึงคนที่ตายแล้ว แต่สิ่งที่ผู้ตายแล้วจะพึงได้รับคือผลบุญ ที่เกิดขึ้นจากการถวายทาน แล้ว เราอุทิศส่วนกุศลนั้นไปหาเขา

 ถาม :เวลาจะเผาศพทำไมต้องอาบน้ำศพก่อน / ผู้ถาม : พัชรินทร์ แก้วบุญเรือง ม.3/2 ส่วนบุญ โญปถัมภ์ ลำพูน

ตอบ :เป็นคติความเชื่อเชิงเปรียบเทียบว่า คนเราเมื่อตายแล้ว ก่อนจะไปสู่โลกหน้า ควรจะให้อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเสียก่อน จะได้ไปด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งเปรียบเทียบในเชิงสอนว่า การที่คนเราเกิดมาเป็นคนนั้น ไม่ควรทำความชั่วใดๆ ให้ติดตัวไปในชาติหน้า ก่อนตายควรชำระล้างตนเองให้สะอาดจากบาป คือชำระจิตใจให้หมดจดจากกิเลสนั่นเอง

 ถาม :การระลึกชาติ ชาติที่แล้วและชาติหน้า ทำได้อย่างไร / ผู้ถาม : พรธิดา แก้วกมล ม. 3 เรยีนาเชลีวิทยาลัย เชียงใหม่

ตอบ :การที่จะระลึกชาติได้นั้น จะต้องมีสัญญาเดิม หรือหน่วยความจำเดิมติดตัวมา จึงจะสามารถจำได้ ดังที่เคยมีคนจำความชาติที่แล้วได้ แต่โดยทั่วไปไม่อาจจำความเดิมได้ เพราะได้ถูกลบไปแล้วเมื่อชาติที่แล้ว คงมีแต่พระผู้ได้บรรลุญาณระลึกชาติได้เท่านั้น (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) จึงจะจำความได้

 ถาม :กรรมที่ทำในชาตินี้ ส่งผลถึงชาติหน้าหรือไม่ / ผู้ถาม :  ด.ญ. ณิชาภัทร รัตนวณิช ม.3 โกวิทธำรง เชียงใหม่

ตอบ :กรรมที่กระทำมีผลส่งทอดต่อเนื่องกันไปเรื่อย เหมือนลูกโซ่ มีกรรมอดีตที่ส่งผลถึงกรรม ปัจจุบัน แล้วกรรมปัจจุบันก็ส่งผลถึงอนาคต แล้วกรรมในอนาคตก็ส่งผลต่อไปในอนาคตต่อไปอีกอย่างไม่มีวันจบสิ้น กรรมที่ว่านี้ เป็นทั้งกรรมด้านดี (กุศลกรรม) และกรรมด้านไม่ดี (อกุศลกรรม) ที่ติดตัวมนุษย์ตลอดเวลา จะหมดกรรมก็ต่อเมื่อบรรลุพระนิพพาน ตัดกิเลส ทั้งหมดได้แล้ว

 ถาม :บทสรุปของคน คือความตายใช่หรือไม่ / ผู้ถาม : ด.ญ. ณิชาภัทร รัตนวิณิช ม.3 โกวิท ธำรง เชียงใหม่

ตอบ :ไม่ใช่ ความตายไม่ใช่บทสรุปของคน ความตายเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิต ชีวิตของคนและสัตว์ไม่ได้จบตรงที่ความตาย เพราะตายแล้วยังต้องเกิดใหม่อยู่เรื่อยๆ ยังไม่มีวันจบสิ้น พระนิพพานต่างหากที่เป็นบทสรุปของชีวิต เพราะเมื่อได้บรรลุพระนิพพานคือหมดกิเลสทั้งปวงแล้วก็ไม่ต้องไปเกิดอีก สิ้นสุดการเกิด และสิ้นสุดความทุกข์ที่ตรงนั้น จึงเป็นบทสรุปสำคัญของสัตว์ทั้งปวง (รวมมนุษย์ด้วย)

 ถาม :ชาตินี้เป็นมนุษย์ ชาติหน้าจะเกิดเป็นอะไร ขึ้นอยู่กับสิ่งใด / ผู้ถาม : ด.ช. ณัฐวุฒิ ภู่แสนธ นาสาร

ตอบ :สามารถเป็นสิ่งต่างๆ ได้ โดยมีกรรม คือกุศลกรรมและ อกุศลกรรมเป็นตัวกำหนดให้ เป็นไป มีภูมิให้เลือกอยู่ ๓๑ ภูมิ ที่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายจะไปเกิด ได้แก่ สวรรค์ชั้นพรหม ๒๐ ชั้น, เทวดา ๖ ชั้น, มนุษย์ ๑ ต่ำกว่ามนุษย์อีก ๔, ได้แก่ ภพสัตว์เดรัจฉาน ภพนรก ภพ เปรต และภพอสุรกาย

 ถาม :จริงหรือที่คนที่ตายแล้ว แต่ไม่ยอมไปเกิดจะมาสิงอยู่ในตัวสัตว์ / ผู้ถาม : ด.ญ. บุญญา ภรณ์ แสงสว่าง ม.3 โกวิทธำรง เชียงใหม่

ตอบ :คนตายแล้วก็ต้องไปเกิดใหม่ ไม่ได้มาสิงในร่างสัตว์หรอก นอกเสียจากมาเกิด เป็นสัตว์ ดังในพุทธกาลมีพระรูปหนึ่งได้มรณภาพไปแล้วไปเกิดเป็นตัวไร เนื่องจากมีจิตยึดติดอยู่กับผ้าจีวรก่อนมรณภาพ จึงเกิดเป็นไรอยู่ ๗ วัน จากนั้นตายจากไรไปเกิดในสุคติ เพราะจิตเศร้าหมองเพียงเล็กน้อยที่ได้ห่วงหาในจีวรก่อนมรณภาพ แต่ด้วยผลบุญที่ได้บำเพ็ญสมณธรรมมานาน จึงได้ไปเกิดในสุคติภูมิ

 ถาม :ถ้าคนเรามีจิตผูกพันต่อกันในชาติก่อน ชาตินี้คนที่มีจิตผูกพันกับเราเขาจะมาอยู่กับเรา หรือเปล่า / ผู้ถาม : ดญ. บุญญาภรณ์ แสงสว่าง ม.3 โกวิทธำรง เชียงใหม่

ตอบ :เป็นไปได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่เคยทำบุญหรือมีจิตผูกพันกันมาก่อน ชาตินี้สามารถ มาอยู่ร่วมกันได้ เช่นเป็นพ่อ เป็นแม่ สามี ภรรยากัน แต่ทั้งสองคนต้องมีบุญที่เสมอกันนะหรือใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งมีบุญ แต่อีกคนหนึ่งมีบาป ก็ไม่อาจจะเกิดมาอยู่ด้วยกันได้ แม้จะได้อยู่ด้วยกัน ก็อยู่คนละภาวะกัน เช่นคนหนึ่งเป็นสัตว์ แค่อีกคนหนึ่งเป็นมนุษย์เป็นต้น ดังที่เคยเป็นข่าว เด็กหญิงอยู่กับงูเหลือมมาเป็นเวลาหลายปี มีความผูกพันกันมาก อาจเป็นเพราะมีจิตผูกพันกันแต่ชาติปางก่อน เรียกว่า บุพเพสันนิวาส แล้วได้มาพบกันในชาตินี้ แต่เนื่องจากบุญไม่เท่ากัน จึงมีสภาพแตกต่างกัน

 ถาม :การฟังเทศน์พระเวสสันดรครบทุกกัณฑ์ มีผลทำให้ไปเกิดร่วมยุคพระศรีอาริย์ได้จริง หรือไม่ / ผู้ถาม : สิริภรณ์ ชวนประเสริฐ ม. 4/1 เรยีนาเชลีวิทยาลัย เชียงใหม่

ตอบ :เป็นความเชื่อที่ถือกันมาในหมู่ชาวพุทธไทย ถ้าพระศรีอาริย์อุบัติขึ้นจริงในอนาคต ผู้ที่จะได้เกิดร่วมสมัยและได้รับฟังธรรมจนบรรลุนิพพานนั้น ก็จะต้องมีการสั่งสมบุญบารมีมามากพอสมควร ซึ่งการสะสมบารมีนั้นก็สามารถทำได้อย่างหลากหลาย ไม่เฉพาะแต่การฟังเทศน์ มหาชาติเรื่องพระเวสสันดรเท่านั้น แต่ความเชื่อดังกล่าว อาจจะถือว่าพระเวสสันดรบำเพ็บบารมีชาติสุดท้ายก่อนที่จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในชาติต่อมา ซึ่งผู้ฟังธรรมสามารถดำเนินรอยตามการบำเพ็ญบารมีของพระเวสสันดร จนอาจเป็นปัจจัยให้ได้บรรลุธรรมในยุคของพระศรีอาริย์ก็ได้(พระศรีอริยเมตตรัย) ก็มีทางเป็นไปได้เช่นกัน แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะต้องสะสมบารมีอีกหลายประการ มิใช่เพียงฟังธรรมเท่านั้น การฟังธรรมเป็นแนวทางให้เราปฏิบัติตามเพื่อที่จะได้บรรลุเป้าหมายในอนาคต

 ถาม :การที่เราได้ไปสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่เคยไปมาก่อน แต่เหมือนกับรู้สึกคุ้นเคยมานานนั้น หมายความว่าอย่างไร / ผู้ถาม : ชูกากานต์ ไชยคันธะ ม. 6 ลำปางกัลยาณี ลำปาง

ตอบ :หากเป็นจริง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนเราเกิดชาติแล้วชาติเล่า ที่เราเห็นในชาตินี้ อาจเป็นที่ๆ เรารู้จักดีในอดีตชาติก็ได้ เพียงแต่สัญญา คือความจำของเราไม่อาจจะจำได้หมดเพียงลางๆ ถ้าหากคนที่มีความจำแต่อดีตติดตัวมามากก็จะจำได้ดี มีคำกล่าวในพุทธศาสนาว่า "คนที่เกิดมาทุกวันนี้ ไม่เคยเป็นญาติพี่น้องกันนั้น ไม่มี หมายความว่า ทุกคนเคยเกิดเป็นญาติพี่น้องกันมาแล้วทั้งสิ้นเพราะเราเวียนว่ายตายเกิดเป็นจำนวน10000000000000000000000000000000000000000000000ๆๆ ล้านชาติ (นี่ยังน้อยไป) เพราะการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบ นอกจากการหมดกิเลสเท่านั้น

 ถาม :ถ้าเราต้องการจะไปอยู่กับพ่อแม่และคนที่เรารักตลอดทุกชาติไป เราควรทำอย่างไร /ผู้ ถาม : ทัศนีย์ วิจารณ์ ม. 6/4 ลำปางกัลยาณี ลำปาง

ตอบ :ไม่มีทางเป็นไปได้ ที่เรากับญาติพี่น้องในชาตินี้จะได้อยู่ด้วยกันทุกๆ ชาติไป เพราะการ เวียนว่ายตายเกิดนั้นมันยาวนาน ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาว่า คนเราล้วนเคยเป็น ญาติกันมาแล้วทั้งสิ้น เพราะเราเกิดๆ ตายๆ ไม่รู้กี่แสน กี่ล้านชาติแล้ว บุคคลที่เป็นพ่อแม่ หรือญาติของเราในชาตินี้ อาจจะไปเกิดเป็นพ่อแม่ ของคนอื่นก็ได้ หรือเกิดมาเป็นพ่อแม่ของเราอีกก็ได้เช่นกัน ไม่มีความแน่นอนหรอก

 ถาม :ความเชื่อที่ว่า เมื่อมีคนตายโหงตรงบริเวณนั้น ก็จะมีคนอื่นมาตายแทนที่นั้น ผีตัวเดิมที่ ตายนั้นจึงจะได้ไปเกิดจิรงหรือไม่ / ผู้ถาม : เอนก ปัญญาชิด ม. 6/2 ฝางชนูปถัมภ์ เชียงใหม่

ตอบ :ไม่จริง จะตายโหงหรือไม่โหงก็ตาม ไม่มีสิทธิ์มาเฝ้าบริเวณที่ใดที่หนึ่ง เพราะไม่มี เหตุผลอะไรที่ต้องมาเฝ้าให้เสียเวลา และสถานที่ตายโหงนั้นก็ไม่มีสิ่งอะไรที่น่าเฝ้า ตามหลักของพุทธศาสนาสอนว่า คนที่ตายจากภพหนึ่งแล้วก็ต้องไปเกิดในภพใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นภพเดิมก็ได้ แต่ต้องเกิดใหม่ ที่กล่าวกันว่าต้องเฝ้าที่ตายนั้น เป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น

 ถาม :จริงหรือที่ว่าเมื่อตายไปแล้วจะได้ไปเกิดใหม่เป็นมนุษย์หรือเดียรัจฉานต่างๆ แล้วปัจจุบัน ประชากรมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสัตว์ที่เป็นมนุษย์เลี้ยงเพื่อเศรษฐกิจก็เพิ่มขึ้นมากมายนั้นมา จากไหน เพราะในอดีตก็มีประชากรน้อย ไม่น่าจะมีวิญญาณมากมายถึงกับเกิดมาเป็นมนุษย์ใน ปัจจุบันได้ / ผู้ถาม : พัชริยา สันกว๊าน ม. 5/7 พะเยาพิทยาคม พะเยา

ตอบ :ต้องเกิดใหม่แน่นอน ถ้าหากยังไม่หมดกิเลส การที่จำนวนมนุษย์และสัตว์เพิ่มขึ้นนั้น ก็เป็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลกที่หมุนเวียนตายๆ เกิดๆ อยู่ตลอด สัตว์ที่เวียนว่าย ตายเกิด มิได้มีเฉพาะมนุษย์เท่านั้น สัตว์ทุกประเภทก็ต้องเป็นเช่นกัน ทั้งสัตว์น้ำ สัตว์บกที่มีจำนวนมหาศาลในโลกนี้ นอกจากนั้น ยังมีสัตว์โลกที่อาศัยอยู่โนภพอื่นที่สามารถมาเกิดเป็นมนุษย์และสัตว์ได้เช่นกัน เช่น เทวดา พรหม เปรต เป็นต้น จึงไม่ใช่การเวียนว่ายตายเกิด เฉพาะคนและสัตว์เท่านั้น

 ถาม :ถ้าเพื่อนเราตายไปแล้ว เขาจะไปอยู่ไหน เขายังนึกถึงเราหรือเปล่า / ผู้ถาม : เอกราช แลวฤทธิ์ ม. 5/7 พะเยาพิทยาคม พะเยา

ตอบ :เขาก็ต้องไปเกิดใหม่ในภพที่บุญกรรมเขาพาไป เขาไม่ได้นึกถึงเราอีกแล้ว เพราะสัญญา หรือความจำเดิมถูกลบจากเมมโมรี่เรียบร้อย เขาก็ต้องไปสะสมหน่วยความจำในภพใหม่ จึงไม่ ต้องคิดพะวงหาหรืออาลัยหาหรอก เราได้มีโอกาสได้พบเพื่อนของเราอยู่แล้ว ในภพต่อๆไปไม่ภพใดก็ภพหนึ่ง แต่จะพบกันแบบไม่มีความจำเดิมเหลืออยู่เลย

 ถาม :ชีวิตชาติหน้ามีจริงหรือไม่ มนุษย์ สิ่งมีชีวิต ตายแล้วทำไมไม่สลายไปจากภพ ทำไมต้อง เกิดใหม่ / ผู้ถาม : ศิรินทิพย์ มณีกิจ ม. 6/13 สามัคคีวิทยาคม เชียงราย

ตอบ : ชาติหน้ามีจริง สำหรับผู้ที่ไม่หมดกิเลสต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตลอดไป เนื่องจากเป็น วนเวียนของกรรม คือการกระทำ อันเกิดจากกิเลส ที่ก่อให้เกิดมีการกระทำที่เป็นอกุศล เมื่อทำกรรมแล้ว ก็ทำให้รับผลของกรรม การที่จะได้รับผลของกรรมนั้น มีทั้งปัจจุบัน และในอนาคตชาติ จึงเป็นเหตุให้เกิดใหม่อยู่ตลอดไป ในทัศนะของพระพุทธศาสนาถือว่าการเกิดเป็นที่มาของความทุกข์ จึงสอนให้มนุษย์เข้าถึงเป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุนิพพาน อันเป็นการหมดสิ้นกิเลส ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

 ถาม :คนเราตายแล้วจะได้เกิดคนละกี่ชาติ จริงหรือที่ว่าจะต้องเกิดมาบนโลกนี้จนกว่าจะบรรลุ อรหันต์ / ผู้ถาม : เบญจวรรณ คมอ่อน ม.3/4 ยุพราชวิทยาลัย เชียงใหม่

ตอบ :ใช่เลย คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ตายแล้วก็ต้องเกิดใหม่อยู่อย่างนี้ ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติที่ผ่านมา แต่ละคนก็เกิดนับครั้งชาติไม่ถ้วนอยู่แล้ว และจะต้องเกิดต่อไปอีกไม่มีกำหนด จะสิ้นสุดการเกิดก็ต่อเมื่อการบรรลุนิพพาน อันเป็นการหมดสิ้นกิเลสทุกอย่าง เมื่อนั้น ก็ไม่ต้องเกิดให้เป็นทุกข์อีก

 ถาม :หากเกิดในชาติหน้า หน้าตาจะเหมือนเดิมหรือเปล่า จะได้เกิดมามีพ่อแม่ มีญาติพี่น้องมีเพื่อน คนเดิมหรือเปล่า / ผู้ถาม : เบญจวรรณ คมอ่อน ม.3/4 ยุพราชวิทยาลัย เชียงใหม่

ตอบ:ไม่เหมือนแน่นอน และก็ไม่แน่ว่าจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์หรือเปล่า และก็ไม่ได้อยู่กับญาติพี่น้องคนเดิมหรอก ญาติพี่น้องเรามีอยู่เต็มโลก ก็ต้องสลับสับเปลี่ยนกันไป แต่ก็อาจจะได้พบกับญาติปัจจุบันบ้างคนสองคน แต่ไม่ทุกชาติไป

Tuesday, July 22, 2014

ความมหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา


ไม่มีสิ่งอันใดในโลกนี้ที่จะประเสริฐ ที่จะมหัศจรรย์เท่ากับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นโอกาสอันดีของพวกเราที่ได้เกิดมาพบกับพระพุทธศาสนา เป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสกับสิ่งอันมหัศจรรย์ของพระพุทธศาสนา คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เข้าสู่ความสุขอันประเสริฐที่สุดที่มนุษย์จะสามารถเข้าถึงได้ นั่นก็คือ นิพพานัง ปรมังสุขัง ความสุขของพระนิพพาน 
สิ่งมหัศจรรย์
ในบรรดาสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาก็ดี  หรือเกิดขึ้นมาจากธรรมชาติก็ดี ถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งมหัศจรรย์ของพระพุทธศาสนาแล้ว สิ่งมหัศจรรย์ทางโลกจะเทียบไม่ได้เลยทีเดียว ถ้าเปรียบทางคุณค่า ก็เหมือนก้อนอิฐก้อนทรายกับเพชรนิลจินดาอย่างไรก็อย่างนั้น เพราะว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะมีคุณค่า มีความมหัศจรรย์ยิ่งกว่าผลที่จะได้รับจากการปฏิบัติทางศาสนา คือ การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ สามารถทำให้สัตว์โลกทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้ พ้นจากความทุกข์ได้ นอกจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า สามารถทำให้ผู้ปฏิบัติหลุดพ้นจากความทุกข์ได้หมดสิ้น  จะไม่ทุกข์กับการแก่  การเจ็บ การตาย จะไม่ทุกข์กับการประสบกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา  จะไม่ทุกข์กับความผิดหวัง  จะไม่ทุกข์กับการพลัดพรากจากของรักของชอบทั้งหลาย เพราะพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมโอสถ  รักษาโรคของจิตใจได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  สิ่งอื่นๆทั้งหลายในโลกนี้ไม่สามารถรักษาโรคของใจได้เลยแม้แต่นิดเดียว 
นี่แหละคือความอัศจรรย์ของพระพุทธศาสนา และก็เป็นความอัศจรรย์อย่างยิ่งของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่ได้ปรากฏขึ้นมาในโลกนี้ คือได้ ประสูติ  และได้ออกผนวชแล้วตรัสรู้ธรรมขึ้นมาในที่สุด ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ธรรม ก็มีคนมากมายก่ายกอง พยายามแสวงหาการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำตนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายได้เลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ที่สามารถศึกษาและปฏิบัติจนหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ นี่คือความมหัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า และหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ธรรมแล้ว ได้นำพระธรรมมาสั่งสอนให้กับผู้ที่มีความสนใจ ก็มีผู้ที่สามารถน้อมเอาไปปฏิบัติ และทำตนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว มีผู้ที่หลุดพ้นคือพระอรหันต์ปรากฏขึ้นมาหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมคำสอนเพียงครั้ง สองครั้งเท่านั้นเอง นี่ก็เป็นความมหัศจรรย์ของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่สามารถทำให้ผู้ที่ปรารถนาความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย หลุดพ้นได้อย่างรวดเร็วง่ายดาย 
ต่างกับสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้า มีคนแสวงหาการหลุดพ้นจากความทุกข์ด้วยวิธีการต่างๆ แม้กระทั่งพระพุทธเจ้าเองก็ทรงแสวงหาด้วยวิธีการต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถบรรลุผลได้ จนกระทั่งนาทีสุดท้าย ด้วยวิธีสุดท้ายของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้ทรงหลุดพ้นได้ มีผู้อื่นพยายามแสวงหาด้วยวิธีต่างๆ เช่นการทรมานตนด้วยวิธีการต่างๆ หรือการเสพสุขด้วยวิธีการต่างๆ อย่างที่พวกเราทำกันอยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นการหนีทุกข์กันทั้งนั้น พยายามดับทุกข์กันด้วยการแสวงหาสิ่งต่างๆ  แสวงหาเงินทองกัน แสวงหาข้าวของ แสวงหายศ  แสวงหาสรรเสริญ  แสวงหารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ถูกอกถูกใจ  แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่ได้ดับความทุกข์ภายในใจของเราได้เลย นอกจากไม่ได้ดับแล้ว ยังเพิ่มความทุกข์ให้เกิดขึ้นมาอีก เพราะเมื่อไปยึด ไปติด ไปพึ่งสิ่งเหล่านี้แล้ว  ก็เกิดความกังวลใจ เกิดความทุกข์ใจ ความไม่สบายใจ ความไม่แน่นอนใจ เพราะรู้ว่าสิ่งต่างๆที่เราไปยึด ไปเกาะ ไปอาศัยเป็นที่พึ่งนั้น เป็นสิ่งที่ไม่จีรัง ถาวร ยั่งยืน ไม่รู้ว่าจะหลุดจากมือเราไปเมื่อไร  จะจากเราไปเมื่อไรก็ไม่รู้ 
นี่เป็นธรรมชาติของสิ่งต่างๆที่อยู่ภายนอกใจของเรา ที่เราไปยึดติดอยู่  แม้กระทั่งร่างกายของเราก็เป็นธรรมชาติแบบเดียวกัน  เป็นสิ่งที่ไม่ถาวรเช่นกัน  มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วในที่สุดก็ต้องมีการดับไป แม้กระทั่งอารมณ์ต่างๆที่มีอยู่ภายในจิตใจของเราก็เป็นอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณที่รับทราบรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะทั้งหลาย  ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป  สัญญาที่เกิดตามมา เวทนาที่เกิดตามมา สังขารความคิดปรุงที่เกิดตามมา ก็เป็นเช่นเดียวกัน มีการเกิดดับ เกิดดับ มีการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ภายในใจของเราจึงมีความสุขบ้าง มีความทุกข์บ้าง มีความไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง  เปลี่ยนไป  หมุนเวียนไปเรื่อยๆ  ตามเหตุ ตามปัจจัย ตามสิ่งที่มากระทบกับทวารทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และจากการคิดปรุงของใจเอง เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆขึ้นมาภายในใจเรา คือสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง 
แต่ความรู้สึกที่ว่าไม่มีความทุกข์อยู่ในใจเลยนั้น ยังไม่เคยปรากฏขึ้นกับพวกเราเลย เพราะเรายังไม่ได้น้อมเอาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ  ถ้าน้อมเอาเข้ามาปฏิบัติแล้ว ในที่สุดใจของเราก็จะเป็นใจที่ปราศจากความทุกข์ จะไม่มีความทุกข์เหลืออยู่แม้แต่นิดเดียวเลย ดังที่พระอรหันตสาวกทั้งหลายได้กระทำกัน ในเบื้องต้นท่านก็ได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วก็นำพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติกับกาย วาจา ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติที่ใจ เพราะใจมีสิ่งที่จะต้องขัดเกลา จะต้องชำระ สิ่งนั้นก็คือกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมอง มีกิเลสตัณหาอยู่ภายในใจของเรามากน้อยเท่าไหร่ ก็จะสร้างความทุกข์ ความไม่สบายใจให้กับเรามากน้อยไปเท่านั้น  เพราะนี่เป็นธรรมชาติของกิเลสและตัณหา และเหตุที่ทำให้กิเลสตัณหาเกิดขึ้นมา ก็ไม่ใช่อะไรที่ไหน ก็คืออวิชชาความไม่รู้จริง  หรือโมหะความหลง คือ ไม่รู้ความเป็นจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ของสิ่งทั้งหลายว่าเป็นอย่างไร 
หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงศึกษาและปฏิบัติธรรม เจริญจิตตภาวนา  เจริญสมาธิ เจริญปัญญาแล้ว ก็เกิดความรู้ขึ้นมาว่า สิ่งต่างๆทั้งหลาย  สภาวธรรมทั้งหลาย ที่สัตว์ทั้งหลายยึดติดว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่จะให้ความสุขนั้น ความจริงแล้วไม่ใช่ความสุข  แต่เป็นความทุกข์ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครสามารถควบคุมบังคับได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มีเหตุมีปัจจัยที่ทำให้เขาเป็นไป เมื่อมีปัจจัยทำให้เขาเกิดขึ้นมา เขาก็เกิดขึ้นมา เมื่อมีปัจจัยทำให้เขาดับไป เขาก็ดับไป ดังในธรรมที่พระพุทธเจ้ามักจะแสดงเสมอต่อบุคคลทั้งหลายว่า ธรรมใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ธรรมนั้นย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา นี่เป็นสัจธรรมของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้เห็น สภาวธรรมนี้หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กายคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะทั้งหลายเช่น บุคคลทั้งหลาย วัตถุทั้งหลาย ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุขทั้งหลาย  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้หนึ่งผู้ใด ถ้าหลงไปยึด ไปติด ไปคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งแล้ว ก็จะต้องเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา 
ดังที่พวกเราทั้งหลายกำลังทุกข์กันอยู่  เพราะชีวิตของพวกเรายังวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เราทุกข์กับสิ่งเหล่านี้มาตลอด แต่เราก็ยังไม่เข็ด ยังไม่จำกัน ยังหลง ยังยึดติดกับสิ่งเหล่านี้อยู่ ว่าเป็นเรา เป็นของๆเรา เป็นญาติของเรา เป็นพี่น้องของเรา เป็นเพื่อนของเรา อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นความเห็นผิด เป็นโมหะความหลง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นความเที่ยงแท้ในสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เห็นตัวตนในสิ่งที่ไม่มีตัวตน เห็นความสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์ จึงทำให้ต้องวนเวียนอยู่กับความทุกข์ทั้งหลายอยู่ เพราะขาดปัญญา ขาดแสงสว่างแห่งธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เห็น แล้วนำมาเผยแผ่ให้กับสัตว์โลกทั้งหลาย พวกเราถึงแม้จะเกิดในเมืองพุทธ แต่ความยินดีที่เรียกว่าฉันทะวิริยะนั้น รู้สึกว่ายังมีน้อย ไม่ค่อยจะตักตวงสิ่งที่ดีที่งาม ของพระพุทธศาสนาเท่าที่ควร ทำเพียงพอหอมปากหอมคอ แบบเสียไม่ได้ เพราะยังไม่มีความมั่นใจ ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งต่างๆที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนั้น เป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน เรายังเห็น ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข ว่าเป็นสิ่งที่น่ารัก น่าชื่นชม น่ายินดี ยังเป็นสิ่งที่จะให้ความสุขกับเราได้ เราจึงไม่กล้าสลัด ไม่กล้าตัดลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข ให้ออกไปจากใจของเรา ยังยึด ยังติดอยู่ ยังแสวงหาสิ่งเหล่านี้อยู่  เราจึงต้องทุกข์กับสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสามารถศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วนำไปปฏิบัติ ทำให้เป็นความรู้ที่แท้จริงภายในใจของเรา ความรู้ที่ได้ยินได้ฟังจากผู้อื่น หรือศึกษาจากพระไตรปิฎก ยังเป็นความรู้ที่ไม่สามารถนำมาดับทุกข์ได้ 
ถ้ายังไม่เปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความเห็นของเรา ถ้ายังเห็นว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุขยังเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่น่ามี น่าสะสมไว้ เป็นสิ่งที่สามารถดับความทุกข์ของเราได้แล้ว ก็จะทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงการหลุดพ้นได้  แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งหลังจากที่ได้ศึกษามานานพอสมควร ได้ตะเกียกตะกาย พยายามปฏิบัติธรรม ทำบุญ รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรม นั่งสมาธิและเจริญปัญญาอยู่เรื่อยๆ จนแสงสว่างแห่งธรรมปรากฏขึ้นมา ทำให้เห็นว่าความหลงก็คือการเห็นว่าลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข เป็นสุข เป็นสิ่งที่จะทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ เมื่อเห็นว่าไม่ใช่เป็นเครื่องดับทุกข์แล้ว จะเห็นว่าการปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ คือแนวทางแห่ง ทาน ศีล ภาวนา เป็นทางที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติเพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง คือปัญญาที่จะนำพาให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้
ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจิตมีความสงบ  ถ้าจิตยังไม่สงบ จิตจะมีอคติ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความกลัว คอยคัดค้านธรรมของพระพุทธเจ้า คอยปฏิเสธว่าธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ก็ดีแต่เฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ยังไม่เหมาะกับพวกเราที่ยังไม่มีความสามารถพอ จึงต้องผัดวันประกันพรุ่งไปก่อน วันนี้ยังทำไม่ได้ ก็เลยขอผัดไปก่อน ในอดีตเราก็เคยผัดมาแล้ว ในอดีตเราอาจจะเคยได้พบพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือได้พบกับพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งก็ได้ แต่ทุกครั้งที่เราฟังธรรมของพระพุทธเจ้า เราก็จะปฏิเสธอย่างนี้ไปเรื่อยๆว่า เป็นธรรมที่อยู่เหนือวิสัยของเรา ไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าได้  ถ้ายังมีความรู้สึกอย่างนี้อยู่ภายในใจของเราแล้ว เราก็จะผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ฟังเทศน์ฟังธรรม เราก็ฟังแบบเข้าหูซ้ายออกหูขวา โดยคิดว่าสักวันหนึ่งในอนาคตข้างหน้า คงจะมีกำลังสติปัญญาพอที่จะปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนได้ นี่ก็คือมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดอย่างหนึ่ง เป็นเล่ห์กลของกิเลส ที่จะพยายามทุกวิถีทาง ที่จะดึงเราไม่ให้เข้าสู่ทางของพระศาสนา พยายามดึงด้วยเล่ห์กลต่างๆ เช่นเล่ห์กลอย่างที่ได้แสดงไว้เมื่อสักครู่นี้  ว่าเรามันบุญน้อยวาสนาน้อย  ยังไม่สามารถปฏิบัติตามทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนได้ มันก็จะหลอกเราอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
ทีนี้เราจะทำอย่างไรถึงจะแก้เล่ห์กลของกิเลสได้ เราก็ต้องดูตัวอย่างของพระอริยสงฆสาวกทั้งหลายในอดีตก็ดี หรือในปัจจุบันก็ดี ที่มีความสามารถ เวลาฟังเทศน์ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เกิดมีฉันทะ คือความยินดี ความพอใจ มีวิริยะ ความอุตสาหะ ความพากเพียร ที่จะปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ในสมัยพุทธกาล มีผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตามพระพุทธเจ้า เป็นจำนวนมากและรวดเร็ว เพียงระยะแค่ ๗ เดือน หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมเทศนาครั้งแรก ก็มีพระอรหันต์เกิดขึ้นมาอย่างน้อยก็ ๑,๒๕๐ รูปแล้ว ดังปรากฏในวันมาฆบูชา วันเพ็ญเดือน ๓  ถ้านับจากวันเพ็ญเดือน ๘ ถึงวันเพ็ญเดือน ๓  ก็เป็นเวลาเพียง ๗ เดือนเท่านั้นเอง ก็มีพระอรหันตสาวกถึง ๑,๒๕๐ รูป มารวมกันเพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้าในวันนั้น คิดดูซิว่าการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์มันยากเย็นแค่ไหน ถ้ายากเย็นแล้วทำไมบุคคลเหล่านั้นจึงสามารถบรรลุได้ นั่นก็เป็นเพราะว่า เวลาเขาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เขาฟังด้วยความตั้งใจ ฟังด้วยใจที่จดจ่อ ฟังไปก็พิจารณาตามไป พระพุทธเจ้าทรงแสดงอะไร  ก็พิจารณาตามไปเรื่อยๆ  ก็เกิดความเข้าอกเข้าใจไปตามลำดับ เพราะพระธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เป็นสิ่งที่ยากเย็นที่จะเข้าใจเลย  มันยากสำหรับคนแรกเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้ คือยากสำหรับพระพุทธเจ้า กว่าพระพุทธเจ้าจะทรงค้นพบธรรมนี้ได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะว่าไม่มีใครรู้มาก่อนนั่นเอง ไม่มีใครสามารถบอกให้พระองค์รู้ได้ เลยต้องคลำหาเอาเอง 
เปรียบเหมือนกับเวลาที่เราจะเดินทางไปไหนสักที่หนึ่ง ถ้าเราไม่รู้จักทางที่จะนำเราไปสู่จุดหมายปลายทาง กว่าเราจะไปถึงที่นั้นได้ก็จะยากเย็นแสนเข็ญ เพราะจะต้องคลำทางไปผิดๆถูกๆ ดีไม่ดีอาจจะไปไม่ถึงเลยก็เป็นได้  เพราะหลงทางนั่นเอง จึงไปไม่ถึง  แต่ถ้ามีผู้หนึ่งผู้ใดเคยไปที่นั้นมาแล้ว เมื่อถามเขาๆก็จะบอกทิศทางให้กับเราได้ เราก็สามารถที่จะเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นได้อย่างง่ายดาย สำหรับพระพุทธเจ้าก็เช่นกัน หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ธรรมแล้ว พระพุทธองค์ก็สามารถบอกทางให้กับผู้ที่มีความสนใจ มีความปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย  ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างรวดเร็ว 
เหตุอะไรที่ทำให้พวกเรามีความทุกข์กัน พระพุทธเจ้าก็ทรงบอกแล้วว่าอวิชชา ความไม่รู้จริงในสภาวธรรมทั้งหลาย  โมหะ ความหลง ความเห็นผิดเป็นชอบ  เห็นตัวตนในสิ่งที่ไม่มีตัวตนนั่นเอง พระพุทธเจ้าหลังจากทรงพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ทรงเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในสากลโลกนี้ ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตนเลย ไม่ว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ทั้งหลาย ก็ดี ไม่ว่า กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ดี ไม่มีตัว ไม่มีตน แม้กระทั่งใจก็ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนเหมือนกัน แต่ใจกลับคิดว่า ใจเป็นตัวเป็นตน ร่างกายเป็นตัวเป็นตน เป็นผลที่เกิดจากความหลง เมื่อมีตัวมีตนขึ้นมา ก็เกิดอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา เกิดความทุกข์ขึ้นมา เพราะอยากจะให้สิ่งที่รักที่ชอบอยู่กับเราไปนานๆ ไม่อยากให้สูญเสียหายไป เวลาหายไปหมดไปก็เกิดความเศร้าโศกเสียใจ เกิดความทุกข์ขึ้นมา เพียงแต่คิดว่าสักวันจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมาแล้ว นี่ก็เกิดขึ้นจากความหลง ไม่เข้าใจถึงธรรมชาติของร่างกาย ของเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าไม่มีตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของๆเรา ถ้ามองทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่เป็นเราเป็นของๆเราแล้ว เราก็จะไม่ทุกข์กับสิ่งนั้นๆ 
สังเกตดูเวลาของๆคนอื่นเขา เช่นบ้านของคนอื่นเขา หรือทรัพย์สมบัติของคนอื่นเขาเกิดสูญเสียไป หายไป เช่นบ้านเกิดไฟไหม้ขึ้นมา ข้าวของถูกขโมยไป เราจะไม่รู้สึกมีความทุกข์ใจเลย เพราะเหตุใด เพราะว่าเราไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของๆเรานั่นเอง แต่ถ้าเป็นของๆเราขึ้นมา เช่นเป็นบ้านของเรา เป็นสมบัติของเราขึ้นมา ถ้าเกิดบ้านของเราเกิดไฟไหม้ขึ้นมา หรือว่าสมบัติต่างๆที่เรามีอยู่สูญหายไป เราก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที เกิดความทุกข์ขึ้นมาเพราะอะไร ก็เพราะความหลงนั่นเอง เกิดจากอวิชชาความไม่เข้าใจว่าของต่างๆที่เรามีอยู่นั้น สมบัติต่างๆที่เรามีอยู่นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่เป็นของๆเรา เป็นของธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาจากธาตุ ๔ ทั้งนั้น ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อรวมตัวกันขึ้นมาก็เป็นสิ่งต่างๆที่เราเห็นกันอยู่นี้ ศาลาหลังนี้ก็เกิดจากธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ รถยนต์ที่จอดอยู่บริเวณรอบศาลานี้ก็มาจากธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ต้นไม้ต่างๆในวัดนี้ก็มาจากธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นธาตุทั้งนั้น ร่างกายของเราก็มาจากธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟใจของเราก็เป็นธาตุรู้ ไม่ได้มีตัวมีตนอยู่ในสิ่งเหล่านี้เลย แต่เป็นเพราะอวิชชาความไม่รู้จริงนี้เองที่ฝังลึกอยู่ในจิตในใจของสัตว์โลกทั้งหลาย ทำให้เมื่อเกิดมาในโลกนี้แล้ว มีการยึดติดกับสิ่งต่างๆว่าเป็นของๆเรา เมื่อไปยึดติดกับสิ่งที่มันไม่ใช่เป็นของๆเรา เป็นสิ่งที่จะต้องมีการสูญสลายไป มีการพลัดพรากจากกันไป ก็ทำให้เราเกิดความทุกข์ เกิดความเสียใจขึ้นมา 
แต่ถ้าเรานำสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมาพิจารณาอย่างต่อเนื่อง แล้วปล่อยวาง ไม่ไปยึดไปติด เราก็จะไม่ทุกข์  การปล่อยวางนี่ไม่ได้หมายความว่า มีอะไร จะต้องเอาไปทิ้งให้หมด มีอะไรก็ดูแลรักษาไว้  เพราะสิ่งเหล่านี้ยังมีประโยชน์อยู่ เรายังต้องอาศัย ยังต้องใช้อยู่ ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เรายังต้องมีอาหารรับประทาน มีบ้านอยู่ มีเสื้อผ้าใส่ มียาไว้รักษาโรค แต่เราต้องทำความเข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยเครื่องอาศัยไว้สำหรับดูแลรักษาร่างกายให้อยู่ไปได้ เพื่อจะได้ประพฤติตัวไปในทางที่ดีที่งาม คือศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วนำพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ เพื่อชำระกิเลสตัณหา โมหะอวิชชา ซึ่งเป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหลาย ที่มีอยู่ภายในใจของเราให้หมดสิ้นไป นี่แหละคืองานที่แท้จริงของเรา พวกเราทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น เป็นพวกที่มีโอกาสที่ดีมาก มีสติปัญญาสามารถที่จะเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้  สามารถที่จะปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ สามารถชำระความโลภ ความโกรธ ความหลง กิเลส ตัณหา โมหะ อวิชชาให้หมดสิ้นไปจากใจของเราได้ ถ้าเราไม่ปฏิบัติ ก็ถือว่าเรานี้โง่เขลาเบาปัญญา เราถูกมนต์ของโมหะอวิชชากล่อมเสียจนไม่สามารถที่จะต่อสู้กับโมหะอวิชชาได้ ต้องกลายเป็นทาสของโมหะอวิชชาไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด 
ขอให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกทั้งหลาย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ท่านเหล่านี้เป็นสักขีพยานให้เราเห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า มนุษย์ปุถุชนธรรมดาอย่างเราอย่างท่าน เป็นผู้ที่อยู่ในวิสัยที่จะปฏิบัติและทำให้ตนหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ การหลุดพ้นจากความทุกข์เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดกว่าสิ่งใดๆในโลกนี้  ถ้าไม่เชื่อก็แสดงว่ายังถูกกิเลสครอบงำอยู่แบบเงยหัวไม่ขึ้น เพราะไม่มีอะไรจะประเสริฐเท่ากับการไม่มีความทุกข์ มีเงินมีทองร้อยล้านพันล้าน แต่ถ้ายังมีความทุกข์อยู่ เงินทองเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร คนเราเวลามีความทุกข์มากๆ ถึงแม้จะมีเงินทองมากมายเท่าไร ก็ไม่สามารถที่จะอาศัยเงินทองมาช่วยดับทุกข์ได้  จึงควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องเสียตั้งแต่บัดนี้ว่า ไม่มีสิ่งอันใดในโลกนี้ที่จะประเสริฐ ที่จะมหัศจรรย์เท่ากับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นโอกาสอันดีของพวกเราที่ได้เกิดมาพบกับพระพุทธศาสนา เป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสกับสิ่งอันมหัศจรรย์ของพระพุทธศาสนา คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เข้าสู่ความสุขอันประเสริฐที่สุดที่มนุษย์จะสามารถเข้าถึงได้ นั่นก็คือ นิพพานัง ปรมังสุขัง ความสุขของพระนิพพาน จึงขอฝากความมหัศจรรย์ของพระพุทธศาสนาให้ท่านทั้งหลายนำไปพินิจพิจารณาและประพฤติปฏิบัติเพื่อความสุขความเจริญต่อไป การแสดงเห็นว่าสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้