Tuesday, July 22, 2014

ความมหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา


ไม่มีสิ่งอันใดในโลกนี้ที่จะประเสริฐ ที่จะมหัศจรรย์เท่ากับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นโอกาสอันดีของพวกเราที่ได้เกิดมาพบกับพระพุทธศาสนา เป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสกับสิ่งอันมหัศจรรย์ของพระพุทธศาสนา คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เข้าสู่ความสุขอันประเสริฐที่สุดที่มนุษย์จะสามารถเข้าถึงได้ นั่นก็คือ นิพพานัง ปรมังสุขัง ความสุขของพระนิพพาน 
สิ่งมหัศจรรย์
ในบรรดาสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาก็ดี  หรือเกิดขึ้นมาจากธรรมชาติก็ดี ถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งมหัศจรรย์ของพระพุทธศาสนาแล้ว สิ่งมหัศจรรย์ทางโลกจะเทียบไม่ได้เลยทีเดียว ถ้าเปรียบทางคุณค่า ก็เหมือนก้อนอิฐก้อนทรายกับเพชรนิลจินดาอย่างไรก็อย่างนั้น เพราะว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะมีคุณค่า มีความมหัศจรรย์ยิ่งกว่าผลที่จะได้รับจากการปฏิบัติทางศาสนา คือ การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ สามารถทำให้สัตว์โลกทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้ พ้นจากความทุกข์ได้ นอกจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า สามารถทำให้ผู้ปฏิบัติหลุดพ้นจากความทุกข์ได้หมดสิ้น  จะไม่ทุกข์กับการแก่  การเจ็บ การตาย จะไม่ทุกข์กับการประสบกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา  จะไม่ทุกข์กับความผิดหวัง  จะไม่ทุกข์กับการพลัดพรากจากของรักของชอบทั้งหลาย เพราะพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมโอสถ  รักษาโรคของจิตใจได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  สิ่งอื่นๆทั้งหลายในโลกนี้ไม่สามารถรักษาโรคของใจได้เลยแม้แต่นิดเดียว 
นี่แหละคือความอัศจรรย์ของพระพุทธศาสนา และก็เป็นความอัศจรรย์อย่างยิ่งของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่ได้ปรากฏขึ้นมาในโลกนี้ คือได้ ประสูติ  และได้ออกผนวชแล้วตรัสรู้ธรรมขึ้นมาในที่สุด ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ธรรม ก็มีคนมากมายก่ายกอง พยายามแสวงหาการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำตนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายได้เลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ที่สามารถศึกษาและปฏิบัติจนหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ นี่คือความมหัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า และหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ธรรมแล้ว ได้นำพระธรรมมาสั่งสอนให้กับผู้ที่มีความสนใจ ก็มีผู้ที่สามารถน้อมเอาไปปฏิบัติ และทำตนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว มีผู้ที่หลุดพ้นคือพระอรหันต์ปรากฏขึ้นมาหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมคำสอนเพียงครั้ง สองครั้งเท่านั้นเอง นี่ก็เป็นความมหัศจรรย์ของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่สามารถทำให้ผู้ที่ปรารถนาความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย หลุดพ้นได้อย่างรวดเร็วง่ายดาย 
ต่างกับสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้า มีคนแสวงหาการหลุดพ้นจากความทุกข์ด้วยวิธีการต่างๆ แม้กระทั่งพระพุทธเจ้าเองก็ทรงแสวงหาด้วยวิธีการต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถบรรลุผลได้ จนกระทั่งนาทีสุดท้าย ด้วยวิธีสุดท้ายของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้ทรงหลุดพ้นได้ มีผู้อื่นพยายามแสวงหาด้วยวิธีต่างๆ เช่นการทรมานตนด้วยวิธีการต่างๆ หรือการเสพสุขด้วยวิธีการต่างๆ อย่างที่พวกเราทำกันอยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นการหนีทุกข์กันทั้งนั้น พยายามดับทุกข์กันด้วยการแสวงหาสิ่งต่างๆ  แสวงหาเงินทองกัน แสวงหาข้าวของ แสวงหายศ  แสวงหาสรรเสริญ  แสวงหารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ถูกอกถูกใจ  แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่ได้ดับความทุกข์ภายในใจของเราได้เลย นอกจากไม่ได้ดับแล้ว ยังเพิ่มความทุกข์ให้เกิดขึ้นมาอีก เพราะเมื่อไปยึด ไปติด ไปพึ่งสิ่งเหล่านี้แล้ว  ก็เกิดความกังวลใจ เกิดความทุกข์ใจ ความไม่สบายใจ ความไม่แน่นอนใจ เพราะรู้ว่าสิ่งต่างๆที่เราไปยึด ไปเกาะ ไปอาศัยเป็นที่พึ่งนั้น เป็นสิ่งที่ไม่จีรัง ถาวร ยั่งยืน ไม่รู้ว่าจะหลุดจากมือเราไปเมื่อไร  จะจากเราไปเมื่อไรก็ไม่รู้ 
นี่เป็นธรรมชาติของสิ่งต่างๆที่อยู่ภายนอกใจของเรา ที่เราไปยึดติดอยู่  แม้กระทั่งร่างกายของเราก็เป็นธรรมชาติแบบเดียวกัน  เป็นสิ่งที่ไม่ถาวรเช่นกัน  มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วในที่สุดก็ต้องมีการดับไป แม้กระทั่งอารมณ์ต่างๆที่มีอยู่ภายในจิตใจของเราก็เป็นอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณที่รับทราบรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะทั้งหลาย  ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป  สัญญาที่เกิดตามมา เวทนาที่เกิดตามมา สังขารความคิดปรุงที่เกิดตามมา ก็เป็นเช่นเดียวกัน มีการเกิดดับ เกิดดับ มีการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ภายในใจของเราจึงมีความสุขบ้าง มีความทุกข์บ้าง มีความไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง  เปลี่ยนไป  หมุนเวียนไปเรื่อยๆ  ตามเหตุ ตามปัจจัย ตามสิ่งที่มากระทบกับทวารทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และจากการคิดปรุงของใจเอง เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆขึ้นมาภายในใจเรา คือสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง 
แต่ความรู้สึกที่ว่าไม่มีความทุกข์อยู่ในใจเลยนั้น ยังไม่เคยปรากฏขึ้นกับพวกเราเลย เพราะเรายังไม่ได้น้อมเอาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ  ถ้าน้อมเอาเข้ามาปฏิบัติแล้ว ในที่สุดใจของเราก็จะเป็นใจที่ปราศจากความทุกข์ จะไม่มีความทุกข์เหลืออยู่แม้แต่นิดเดียวเลย ดังที่พระอรหันตสาวกทั้งหลายได้กระทำกัน ในเบื้องต้นท่านก็ได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วก็นำพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติกับกาย วาจา ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติที่ใจ เพราะใจมีสิ่งที่จะต้องขัดเกลา จะต้องชำระ สิ่งนั้นก็คือกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมอง มีกิเลสตัณหาอยู่ภายในใจของเรามากน้อยเท่าไหร่ ก็จะสร้างความทุกข์ ความไม่สบายใจให้กับเรามากน้อยไปเท่านั้น  เพราะนี่เป็นธรรมชาติของกิเลสและตัณหา และเหตุที่ทำให้กิเลสตัณหาเกิดขึ้นมา ก็ไม่ใช่อะไรที่ไหน ก็คืออวิชชาความไม่รู้จริง  หรือโมหะความหลง คือ ไม่รู้ความเป็นจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ของสิ่งทั้งหลายว่าเป็นอย่างไร 
หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงศึกษาและปฏิบัติธรรม เจริญจิตตภาวนา  เจริญสมาธิ เจริญปัญญาแล้ว ก็เกิดความรู้ขึ้นมาว่า สิ่งต่างๆทั้งหลาย  สภาวธรรมทั้งหลาย ที่สัตว์ทั้งหลายยึดติดว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่จะให้ความสุขนั้น ความจริงแล้วไม่ใช่ความสุข  แต่เป็นความทุกข์ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครสามารถควบคุมบังคับได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มีเหตุมีปัจจัยที่ทำให้เขาเป็นไป เมื่อมีปัจจัยทำให้เขาเกิดขึ้นมา เขาก็เกิดขึ้นมา เมื่อมีปัจจัยทำให้เขาดับไป เขาก็ดับไป ดังในธรรมที่พระพุทธเจ้ามักจะแสดงเสมอต่อบุคคลทั้งหลายว่า ธรรมใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ธรรมนั้นย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา นี่เป็นสัจธรรมของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้เห็น สภาวธรรมนี้หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กายคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะทั้งหลายเช่น บุคคลทั้งหลาย วัตถุทั้งหลาย ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุขทั้งหลาย  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้หนึ่งผู้ใด ถ้าหลงไปยึด ไปติด ไปคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งแล้ว ก็จะต้องเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา 
ดังที่พวกเราทั้งหลายกำลังทุกข์กันอยู่  เพราะชีวิตของพวกเรายังวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เราทุกข์กับสิ่งเหล่านี้มาตลอด แต่เราก็ยังไม่เข็ด ยังไม่จำกัน ยังหลง ยังยึดติดกับสิ่งเหล่านี้อยู่ ว่าเป็นเรา เป็นของๆเรา เป็นญาติของเรา เป็นพี่น้องของเรา เป็นเพื่อนของเรา อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นความเห็นผิด เป็นโมหะความหลง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นความเที่ยงแท้ในสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เห็นตัวตนในสิ่งที่ไม่มีตัวตน เห็นความสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์ จึงทำให้ต้องวนเวียนอยู่กับความทุกข์ทั้งหลายอยู่ เพราะขาดปัญญา ขาดแสงสว่างแห่งธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เห็น แล้วนำมาเผยแผ่ให้กับสัตว์โลกทั้งหลาย พวกเราถึงแม้จะเกิดในเมืองพุทธ แต่ความยินดีที่เรียกว่าฉันทะวิริยะนั้น รู้สึกว่ายังมีน้อย ไม่ค่อยจะตักตวงสิ่งที่ดีที่งาม ของพระพุทธศาสนาเท่าที่ควร ทำเพียงพอหอมปากหอมคอ แบบเสียไม่ได้ เพราะยังไม่มีความมั่นใจ ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งต่างๆที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนั้น เป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน เรายังเห็น ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข ว่าเป็นสิ่งที่น่ารัก น่าชื่นชม น่ายินดี ยังเป็นสิ่งที่จะให้ความสุขกับเราได้ เราจึงไม่กล้าสลัด ไม่กล้าตัดลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข ให้ออกไปจากใจของเรา ยังยึด ยังติดอยู่ ยังแสวงหาสิ่งเหล่านี้อยู่  เราจึงต้องทุกข์กับสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสามารถศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วนำไปปฏิบัติ ทำให้เป็นความรู้ที่แท้จริงภายในใจของเรา ความรู้ที่ได้ยินได้ฟังจากผู้อื่น หรือศึกษาจากพระไตรปิฎก ยังเป็นความรู้ที่ไม่สามารถนำมาดับทุกข์ได้ 
ถ้ายังไม่เปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความเห็นของเรา ถ้ายังเห็นว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุขยังเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่น่ามี น่าสะสมไว้ เป็นสิ่งที่สามารถดับความทุกข์ของเราได้แล้ว ก็จะทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงการหลุดพ้นได้  แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งหลังจากที่ได้ศึกษามานานพอสมควร ได้ตะเกียกตะกาย พยายามปฏิบัติธรรม ทำบุญ รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรม นั่งสมาธิและเจริญปัญญาอยู่เรื่อยๆ จนแสงสว่างแห่งธรรมปรากฏขึ้นมา ทำให้เห็นว่าความหลงก็คือการเห็นว่าลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข เป็นสุข เป็นสิ่งที่จะทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ เมื่อเห็นว่าไม่ใช่เป็นเครื่องดับทุกข์แล้ว จะเห็นว่าการปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ คือแนวทางแห่ง ทาน ศีล ภาวนา เป็นทางที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติเพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง คือปัญญาที่จะนำพาให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้
ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจิตมีความสงบ  ถ้าจิตยังไม่สงบ จิตจะมีอคติ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความกลัว คอยคัดค้านธรรมของพระพุทธเจ้า คอยปฏิเสธว่าธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ก็ดีแต่เฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ยังไม่เหมาะกับพวกเราที่ยังไม่มีความสามารถพอ จึงต้องผัดวันประกันพรุ่งไปก่อน วันนี้ยังทำไม่ได้ ก็เลยขอผัดไปก่อน ในอดีตเราก็เคยผัดมาแล้ว ในอดีตเราอาจจะเคยได้พบพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือได้พบกับพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งก็ได้ แต่ทุกครั้งที่เราฟังธรรมของพระพุทธเจ้า เราก็จะปฏิเสธอย่างนี้ไปเรื่อยๆว่า เป็นธรรมที่อยู่เหนือวิสัยของเรา ไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าได้  ถ้ายังมีความรู้สึกอย่างนี้อยู่ภายในใจของเราแล้ว เราก็จะผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ฟังเทศน์ฟังธรรม เราก็ฟังแบบเข้าหูซ้ายออกหูขวา โดยคิดว่าสักวันหนึ่งในอนาคตข้างหน้า คงจะมีกำลังสติปัญญาพอที่จะปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนได้ นี่ก็คือมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดอย่างหนึ่ง เป็นเล่ห์กลของกิเลส ที่จะพยายามทุกวิถีทาง ที่จะดึงเราไม่ให้เข้าสู่ทางของพระศาสนา พยายามดึงด้วยเล่ห์กลต่างๆ เช่นเล่ห์กลอย่างที่ได้แสดงไว้เมื่อสักครู่นี้  ว่าเรามันบุญน้อยวาสนาน้อย  ยังไม่สามารถปฏิบัติตามทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนได้ มันก็จะหลอกเราอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
ทีนี้เราจะทำอย่างไรถึงจะแก้เล่ห์กลของกิเลสได้ เราก็ต้องดูตัวอย่างของพระอริยสงฆสาวกทั้งหลายในอดีตก็ดี หรือในปัจจุบันก็ดี ที่มีความสามารถ เวลาฟังเทศน์ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เกิดมีฉันทะ คือความยินดี ความพอใจ มีวิริยะ ความอุตสาหะ ความพากเพียร ที่จะปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ในสมัยพุทธกาล มีผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตามพระพุทธเจ้า เป็นจำนวนมากและรวดเร็ว เพียงระยะแค่ ๗ เดือน หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมเทศนาครั้งแรก ก็มีพระอรหันต์เกิดขึ้นมาอย่างน้อยก็ ๑,๒๕๐ รูปแล้ว ดังปรากฏในวันมาฆบูชา วันเพ็ญเดือน ๓  ถ้านับจากวันเพ็ญเดือน ๘ ถึงวันเพ็ญเดือน ๓  ก็เป็นเวลาเพียง ๗ เดือนเท่านั้นเอง ก็มีพระอรหันตสาวกถึง ๑,๒๕๐ รูป มารวมกันเพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้าในวันนั้น คิดดูซิว่าการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์มันยากเย็นแค่ไหน ถ้ายากเย็นแล้วทำไมบุคคลเหล่านั้นจึงสามารถบรรลุได้ นั่นก็เป็นเพราะว่า เวลาเขาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เขาฟังด้วยความตั้งใจ ฟังด้วยใจที่จดจ่อ ฟังไปก็พิจารณาตามไป พระพุทธเจ้าทรงแสดงอะไร  ก็พิจารณาตามไปเรื่อยๆ  ก็เกิดความเข้าอกเข้าใจไปตามลำดับ เพราะพระธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เป็นสิ่งที่ยากเย็นที่จะเข้าใจเลย  มันยากสำหรับคนแรกเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้ คือยากสำหรับพระพุทธเจ้า กว่าพระพุทธเจ้าจะทรงค้นพบธรรมนี้ได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะว่าไม่มีใครรู้มาก่อนนั่นเอง ไม่มีใครสามารถบอกให้พระองค์รู้ได้ เลยต้องคลำหาเอาเอง 
เปรียบเหมือนกับเวลาที่เราจะเดินทางไปไหนสักที่หนึ่ง ถ้าเราไม่รู้จักทางที่จะนำเราไปสู่จุดหมายปลายทาง กว่าเราจะไปถึงที่นั้นได้ก็จะยากเย็นแสนเข็ญ เพราะจะต้องคลำทางไปผิดๆถูกๆ ดีไม่ดีอาจจะไปไม่ถึงเลยก็เป็นได้  เพราะหลงทางนั่นเอง จึงไปไม่ถึง  แต่ถ้ามีผู้หนึ่งผู้ใดเคยไปที่นั้นมาแล้ว เมื่อถามเขาๆก็จะบอกทิศทางให้กับเราได้ เราก็สามารถที่จะเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นได้อย่างง่ายดาย สำหรับพระพุทธเจ้าก็เช่นกัน หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ธรรมแล้ว พระพุทธองค์ก็สามารถบอกทางให้กับผู้ที่มีความสนใจ มีความปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย  ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างรวดเร็ว 
เหตุอะไรที่ทำให้พวกเรามีความทุกข์กัน พระพุทธเจ้าก็ทรงบอกแล้วว่าอวิชชา ความไม่รู้จริงในสภาวธรรมทั้งหลาย  โมหะ ความหลง ความเห็นผิดเป็นชอบ  เห็นตัวตนในสิ่งที่ไม่มีตัวตนนั่นเอง พระพุทธเจ้าหลังจากทรงพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ทรงเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในสากลโลกนี้ ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตนเลย ไม่ว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ทั้งหลาย ก็ดี ไม่ว่า กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ดี ไม่มีตัว ไม่มีตน แม้กระทั่งใจก็ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนเหมือนกัน แต่ใจกลับคิดว่า ใจเป็นตัวเป็นตน ร่างกายเป็นตัวเป็นตน เป็นผลที่เกิดจากความหลง เมื่อมีตัวมีตนขึ้นมา ก็เกิดอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา เกิดความทุกข์ขึ้นมา เพราะอยากจะให้สิ่งที่รักที่ชอบอยู่กับเราไปนานๆ ไม่อยากให้สูญเสียหายไป เวลาหายไปหมดไปก็เกิดความเศร้าโศกเสียใจ เกิดความทุกข์ขึ้นมา เพียงแต่คิดว่าสักวันจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมาแล้ว นี่ก็เกิดขึ้นจากความหลง ไม่เข้าใจถึงธรรมชาติของร่างกาย ของเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าไม่มีตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของๆเรา ถ้ามองทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่เป็นเราเป็นของๆเราแล้ว เราก็จะไม่ทุกข์กับสิ่งนั้นๆ 
สังเกตดูเวลาของๆคนอื่นเขา เช่นบ้านของคนอื่นเขา หรือทรัพย์สมบัติของคนอื่นเขาเกิดสูญเสียไป หายไป เช่นบ้านเกิดไฟไหม้ขึ้นมา ข้าวของถูกขโมยไป เราจะไม่รู้สึกมีความทุกข์ใจเลย เพราะเหตุใด เพราะว่าเราไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของๆเรานั่นเอง แต่ถ้าเป็นของๆเราขึ้นมา เช่นเป็นบ้านของเรา เป็นสมบัติของเราขึ้นมา ถ้าเกิดบ้านของเราเกิดไฟไหม้ขึ้นมา หรือว่าสมบัติต่างๆที่เรามีอยู่สูญหายไป เราก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที เกิดความทุกข์ขึ้นมาเพราะอะไร ก็เพราะความหลงนั่นเอง เกิดจากอวิชชาความไม่เข้าใจว่าของต่างๆที่เรามีอยู่นั้น สมบัติต่างๆที่เรามีอยู่นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่เป็นของๆเรา เป็นของธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาจากธาตุ ๔ ทั้งนั้น ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อรวมตัวกันขึ้นมาก็เป็นสิ่งต่างๆที่เราเห็นกันอยู่นี้ ศาลาหลังนี้ก็เกิดจากธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ รถยนต์ที่จอดอยู่บริเวณรอบศาลานี้ก็มาจากธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ต้นไม้ต่างๆในวัดนี้ก็มาจากธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นธาตุทั้งนั้น ร่างกายของเราก็มาจากธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟใจของเราก็เป็นธาตุรู้ ไม่ได้มีตัวมีตนอยู่ในสิ่งเหล่านี้เลย แต่เป็นเพราะอวิชชาความไม่รู้จริงนี้เองที่ฝังลึกอยู่ในจิตในใจของสัตว์โลกทั้งหลาย ทำให้เมื่อเกิดมาในโลกนี้แล้ว มีการยึดติดกับสิ่งต่างๆว่าเป็นของๆเรา เมื่อไปยึดติดกับสิ่งที่มันไม่ใช่เป็นของๆเรา เป็นสิ่งที่จะต้องมีการสูญสลายไป มีการพลัดพรากจากกันไป ก็ทำให้เราเกิดความทุกข์ เกิดความเสียใจขึ้นมา 
แต่ถ้าเรานำสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมาพิจารณาอย่างต่อเนื่อง แล้วปล่อยวาง ไม่ไปยึดไปติด เราก็จะไม่ทุกข์  การปล่อยวางนี่ไม่ได้หมายความว่า มีอะไร จะต้องเอาไปทิ้งให้หมด มีอะไรก็ดูแลรักษาไว้  เพราะสิ่งเหล่านี้ยังมีประโยชน์อยู่ เรายังต้องอาศัย ยังต้องใช้อยู่ ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เรายังต้องมีอาหารรับประทาน มีบ้านอยู่ มีเสื้อผ้าใส่ มียาไว้รักษาโรค แต่เราต้องทำความเข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยเครื่องอาศัยไว้สำหรับดูแลรักษาร่างกายให้อยู่ไปได้ เพื่อจะได้ประพฤติตัวไปในทางที่ดีที่งาม คือศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วนำพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ เพื่อชำระกิเลสตัณหา โมหะอวิชชา ซึ่งเป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหลาย ที่มีอยู่ภายในใจของเราให้หมดสิ้นไป นี่แหละคืองานที่แท้จริงของเรา พวกเราทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น เป็นพวกที่มีโอกาสที่ดีมาก มีสติปัญญาสามารถที่จะเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้  สามารถที่จะปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ สามารถชำระความโลภ ความโกรธ ความหลง กิเลส ตัณหา โมหะ อวิชชาให้หมดสิ้นไปจากใจของเราได้ ถ้าเราไม่ปฏิบัติ ก็ถือว่าเรานี้โง่เขลาเบาปัญญา เราถูกมนต์ของโมหะอวิชชากล่อมเสียจนไม่สามารถที่จะต่อสู้กับโมหะอวิชชาได้ ต้องกลายเป็นทาสของโมหะอวิชชาไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด 
ขอให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกทั้งหลาย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ท่านเหล่านี้เป็นสักขีพยานให้เราเห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า มนุษย์ปุถุชนธรรมดาอย่างเราอย่างท่าน เป็นผู้ที่อยู่ในวิสัยที่จะปฏิบัติและทำให้ตนหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ การหลุดพ้นจากความทุกข์เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดกว่าสิ่งใดๆในโลกนี้  ถ้าไม่เชื่อก็แสดงว่ายังถูกกิเลสครอบงำอยู่แบบเงยหัวไม่ขึ้น เพราะไม่มีอะไรจะประเสริฐเท่ากับการไม่มีความทุกข์ มีเงินมีทองร้อยล้านพันล้าน แต่ถ้ายังมีความทุกข์อยู่ เงินทองเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร คนเราเวลามีความทุกข์มากๆ ถึงแม้จะมีเงินทองมากมายเท่าไร ก็ไม่สามารถที่จะอาศัยเงินทองมาช่วยดับทุกข์ได้  จึงควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องเสียตั้งแต่บัดนี้ว่า ไม่มีสิ่งอันใดในโลกนี้ที่จะประเสริฐ ที่จะมหัศจรรย์เท่ากับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นโอกาสอันดีของพวกเราที่ได้เกิดมาพบกับพระพุทธศาสนา เป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสกับสิ่งอันมหัศจรรย์ของพระพุทธศาสนา คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เข้าสู่ความสุขอันประเสริฐที่สุดที่มนุษย์จะสามารถเข้าถึงได้ นั่นก็คือ นิพพานัง ปรมังสุขัง ความสุขของพระนิพพาน จึงขอฝากความมหัศจรรย์ของพระพุทธศาสนาให้ท่านทั้งหลายนำไปพินิจพิจารณาและประพฤติปฏิบัติเพื่อความสุขความเจริญต่อไป การแสดงเห็นว่าสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้

No comments:

Post a Comment